สิ่งที่ต้องรู้เรื่องกระแส #deletefacebook สำหรับนักการตลาดดิจิตอลไทย

หลายคนน่าจะได้ทราบข่าวเรื่องกระแส #deletefacebook มาบ้างแล้ว สำหรับคนที่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียด แนะนำให้ดูวิดีโอตัวนี้ของ The Standard ที่สรุปไว้ครบถ้วนแล้ว

หลังจากข่าวใหญ่นี้ออกมา และทาง Facebook กับ Mark เองได้ออกมาขอโทษพร้อมเล่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้และแจ้งมาตรการป้องกันและแก้ไขแล้ว แต่ก็มีกระแสสังคม #deletefacebook ที่ริเริ่มโดยผู้ก่อตั้ง WhatsApp (ที่ขายให้ Facebook ไปแล้วนั้นแหละ) เรียกร้องให้คนเลิกใช้ Facebook เพราะเหตุผลที่ว่า Facebook ไม่สามารถรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ดีพอ พร้อมกับการที่ Facebook นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการทำ targeting ขายโฆษณาอย่างต่อเนื่อง มีเสียงตอบรับกับกระแสนี้พอประมาณ แต่มาโด่งดังสุดขีดเมื่อ Elon Musk ลบ Facebook page ของทั้ง Tesla และ SpaceX ทิ้งภายใน 30 นาที หลังจากมีคนท้าใน Twitter ทั้งๆที่สองเพจนี้ มีคนติดตามเป็นล้านทั่วโลกและ engagement ดีมากๆ

จึงเป็นที่จับตามองว่าคนดัง บริษัท และ brand อื่นๆในฝั่งอเมริกาและยุโรปจะเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ รวมถึง Facebook และ Mark จะออกมารับมืออย่างไร

กลับมาที่บ้านเรา กับกระแส #deletefacebook นี้ เราควรรับมืออย่างไรดี?

1. ติดตามกระแสสังคมออนไลน์ของไทยโดยเฉพาะเพจใหญ่ๆ

คนไทยใช้ Facebook มากเป็นอันดับต้นๆของโลก และมีเพจใหญ่ๆดังๆมากมาย ส่วนตัวแล้วคิดว่าอาจจะมีคนดังที่เป็น tech early adopter ทำตามบ้างแต่หลายๆเพจดังๆคงยังไม่ตามกระแสของตะวันตกและใจกล้าลบเพจตัวเองแบบ Elon Musk

หากมีเพจใหญ่ๆริเริ่มขึ้นมาสักเพจหนึ่งจริงๆและจุดกระแสนี้ให้ติดในไทย เราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า platform ไหนเพจใหญ่ๆทั้งหลายย้ายไปเล่นเยอะที่สุดและกระแสดังกล่าว “go mass” ขนาดไหน

2. ลบเพจจะแสดงจุดยืนอะไรของ brand?

ไม่ใช่ทุกคนจะทำแบบ Elon Musk ได้แบบที่ไม่ต้องแคร์ใคร หากคนอยากติดตาม Tesla และ SpaceX ก็ตามไปในช่องทางที่มีเหลือละกัน รวมถึงมีข่าวว่า Elon Musk เองมีเรื่องหมางใจกับ Mark Zuckerberg เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

กลับมามองที่ brand ต่างๆ จุดยืนเดียวที่ชัดเจนที่สุดที่ brand จะแสดงออกได้โดยการลบ Facebook page คือ ต้องการจะบอกว่า เราจะไม่โฆษณาไปหาคุณผ่าน platform ที่ไม่เคารพข้อมูลส่วนตัวของคุณอีกต่อไป

แต่ส่วนตัวคิดว่าการลบเพจน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี อย่างน้อยๆข้อมูล content ต่างๆที่เคยผลิตลงไปหรือการใช้ Facebook เป็นช่องทางรับ customer care ก็จะหายไปด้วย ไม่โฆษณาไม่เป็นไร แต่การลบช่องทางที่มีคนใช้ติดต่อมากที่สุดออกดูจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่

3. มี platform อื่นใช้ควบคู่กับ Facebook

อย่างที่เคยคาดการณ์เอาไว้ ว่าเว็บไซต์จะกลับมาในปี 2018 นี้ อย่างน้อยที่สุดนอกจาก Facebook แล้ว ทุก brand ควรจะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หาก brand ไหนมีกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา first jobber ติดตามเยอะ ก็ควรใช้ Twitter ด้วย ถ้า brand ไหนมีผลิตวิดีโอดีๆ ไม่ควรลงแค่ Facebook ที่เดียวควรอัพโหลดไปใน YouTube ด้วย ส่วน Instagram เป็นเจ้าของเดียวกับ Facebook ถ้าจะเลิกใช้ Facebook ต้องเลิกใช้ Instagram ด้วยนะ

สรุป

คาดการณ์ว่ากระแส #deletefacebook ไม่น่าจุดติดในไทย ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยและความนิยมในตัว platform ส่วนในเรื่องของความเคารพในข้อมูลส่วนตัวนั้น เชื่อว่าต่อไปนี้ทาง Facebook และ social network อื่นๆเองน่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นกับการปล่อยให้ข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือคนอื่น ส่วนการใช้ข้อมูลในระบบของ Facebook เองนั้นคงยังมีต่อไปในการทำ targeting แบบที่ advertisers ไม่สามารถระบุตัวตนได้แต่เป็นความสนใจและพฤติกรรมเหมือนเดิม

ทั้งนี้อย่าลืมว่าทุกอย่างบนออนไลน์ ไม่มีความเป็นส่วนตัวและความลับ 100% วิธีที่จะปกป้องได้ดีที่สุดคือต้องเลิกเล่น social และไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์

Comments

comments

Narongyod Mahittivanicha

Cofounder & Managing Partner at TWF digital agency