Facebook คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก มีผลอย่างไรในอนาคตต่อผู้ลงโฆษณาและนักการตลาด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนในวงการ digital marketing ใหญ่ไปกว่าข่าวนี้อีกแล้ว Facebook ชนะประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก (EnglishPremier League – EPL) ในไทยและแถบประเทศในอาเซียนเป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2019/20 ถึง 2021/22 โดย Facebook ลงทุนไป 200 ล้านปอนด์ (8,800 ล้านบาท) เพื่อคว้าลิขสิทธิ์ดังกล่าว

เบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลจาก Facebook ออกมาว่าจะมีการขายโฆษณาสำหรับ content ใหม่นี้อย่างไร จะเป็น premium package เฉพาะ premium content นี้? หรือจะสามารถ bid จากระบบ Facebook advertising เดิมได้? หรือจะต้องสั่งจองผ่านช่องทางพิเศษเท่านั้น? หรือจะไม่มีการขายโฆษณาเลยแต่จะเป็นการจ่ายเงินแบบ pay-per-view หรือ subscription แทน? ตอนนี้มีแต่เพียงการคาดเดา ซึ่งเราในฐานะ agency ทาง The Flight 19 เองก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และจะอัพเดทให้ลูกค้าที่เหมาะสมกับ content EPL นี้ทราบเร็วที่สุด

แต่การที่ Facebook ลงมาจริงจังกับ live streaming กีฬานั้น มีความหมายอย่างไรสำหรับเหล่า advertiser อย่างพวกเรา? TF19 จึงขอลองวิเคราะห์ออกมาดังนี้

ข้อแรก Content ยังคงเป็น King! นี่เป็นการส่งสัญญาณว่า User Generated Content (UGC) บน social platform อย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอดึงดูดให้คนอยู่บน platform ได้แล้ว จากข่าวและผลสำรวจนับไม่ถ้วนล้วนบ่งชี้ว่า วัยรุ่นเกือบทั่วโลก เริ่มเบื่อหน่ายกับ Facebook ที่เต็มไปด้วย connection ของพ่อแม่ลุงป้าน้าอา นี่คงทำให้ Facebook ต้องหาวิธีดึงกลุ่มนี้กลับมาและรั้งกลุ่มที่ยังอยู่ให้อยู่ต่อไป นอกจากเปิดตัว Facebook Watch ที่ดึง content creator มืออาชีพมาสร้าง content คุณภาพให้กับ platform แล้ว การเพิ่ม live streaming กีฬาดังๆ ย่อมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าจะได้ผลมากที่สุดทางหนึง การได้ลิขสิทธิ์ EPL น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น เราคงได้เห็นการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาระดับโลกอีกมากมาย

ข้อสอง กำลังหมดยุคที่ digital ถูกมองว่าเป็นช่องทางที่ถูกกว่าทีวี ยิ่งเจ้าของ platform ลงทุนกับ content มากเท่าไหร่ ค่าโฆษณาจะต้องเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น สำหรับกรณี Facebook EPL นี้ ถ้าสุดท้าย Facebook ไม่ไปแนวทางเก็บเงินตรงกับผู้ชม แล้วขายโฆษณาเหมือนเดิม เชื่อได้ว่าเรทการลงโฆษณาน่าจะราคาไม่เบาอยู่เหมือนกัน ดังนั้นหาก brand ไหนอยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน premium content ที่ได้รับความนิยมแล้ว ต้องยอมจ่ายในราคาที่เจ้าของ platform กำหนด เหมือนกับช่องทีวีที่ทำกันมาช้านาน แล้วถ้าต่อไป YouTube Twitter หรือ LINE เอง จะมี premium content อยู่ในมือเพิ่มขึ้น แน่นอน ยุคที่นักการตลาดมองว่าลงโฆษณาบน digital ถูกกว่าทีวีจะหมดไปและการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเวลาของผู้ชมจะดุเดือดยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรายการสดต่างๆ

สาม ต่อไปต้องแบ่งน้ำหนักการลงทุนสร้าง digital content เองกับการสนับสนุน (sponsor) premium content โดยเฉพาะถ้าเป็น format video หาก content ของเราไม่ดึงดูดน่าสนใจมากกว่า premium content ต่างๆที่จะมีมากขึ้นไปอีกในอนาคต การจะช่วงชิงเวลาของคนดูจะยิ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าต้องการจะเน้น entertain แล้วตบท้ายด้วย brand (ยกตัวอย่างประเภทพวก mini-series ต่างๆ) หากจะทำ video ควรเป็นพวก video ประเภท how-to ที่ตรงกับสินค้าและบริการของเราหรือ video ขายของบอกสรรพคุณตรงๆไปเลยดีกว่า หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็เน้นทำ video ads 6-15 วินาทีเพื่อขึ้นเป็น pre-roll (ก่อนวิดีโอเล่น)  หรือ in-stream (ระหว่างวิดีโอเล่น) ใน premium content ต่างๆไปเลย เชื่อว่าถ้าต่อไป Facebook ขาย ads ใน live-stream content อย่าง EPL ก็น่าจะมี in-stream สั้นๆบางช่วงหรือ format ใหม่ๆที่เหมาะสมบ้างล่ะ

 

 

Comments

comments

Back to Top